84ฐานความรู้ตามรอยพ่อหลวง
วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ต ล า ด บ้ า น ใ ห ม่ ๑๐๐ ปี ฉ ะ เ ชิ ง เ ท ร า
ต ล า ด บ้ า น ใ ห ม่ ๑๐๐ ปี ฉ ะ เ ชิ ง เ ท ร า
วิถีชีวิตชุมชนชาวไทย-จีน ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ใช้ชีวิตมายาวนานกว่า ๑๐๐ ปี ตั้งแต่รุ่นอากงอาม่า สมัยคุณตาคุณยายยังสาว ตลาดบ้านใหม่มีวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตมายาวนาน เมื่อครั้งก่อนที่นี่เป็นแหล่งชุมชนที่มีการค้าขายทางน้ำอย่างคึกคัก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปความสำคัญของที่นี่กลับลดลง เพราะเมื่อถนนตัดผ่าน ผู้คนเริ่มใช้เส้นทางคมนาคมทางบกมากขึ้น การคมนาคมทางเรือจึงได้เงียบเหงาบางตา ประจวบเหมาะกับคนรุ่นใหม่ได้มีการเข้าไปศึกษาทำงานกันที่กรุงเทพฯมากขึ้น จึงทำให้ตลาดค่อนข้างเงียบเหงา
และถ้าอยากเก็บความรู้สึกดีๆ ส่งถึงเพื่อน หรือญาติสนิทหรือมิตรรักต่างแดน คุณก็สามารถส่งโปสการ์ดกลับไปหาพวกเขาเหล่านั้นได้ที่ "ร้านโปสการ์ดสวย" จำหน่ายโปสการ์ดเรื่องราวตลาดบ้านใหม่ ที่คุณสามารถบอกเล่าเรื่องราวของคุณผ่านการเดินทางได้ เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่า "ความสุขสามารถส่งถึงกันได้จริงๆ"
การเดินทางมาตลาดบ้านใหม่
วิถีชีวิตชุมชนชาวไทย-จีน ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ใช้ชีวิตมายาวนานกว่า ๑๐๐ ปี ตั้งแต่รุ่นอากงอาม่า สมัยคุณตาคุณยายยังสาว ตลาดบ้านใหม่มีวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตมายาวนาน เมื่อครั้งก่อนที่นี่เป็นแหล่งชุมชนที่มีการค้าขายทางน้ำอย่างคึกคัก แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปความสำคัญของที่นี่กลับลดลง เพราะเมื่อถนนตัดผ่าน ผู้คนเริ่มใช้เส้นทางคมนาคมทางบกมากขึ้น การคมนาคมทางเรือจึงได้เงียบเหงาบางตา ประจวบเหมาะกับคนรุ่นใหม่ได้มีการเข้าไปศึกษาทำงานกันที่กรุงเทพฯมากขึ้น จึงทำให้ตลาดค่อนข้างเงียบเหงา
ชาวบ้านชุมชนตลาดบ้านใหม่ส่วนหนึ่ง มีความคิดที่จะพัฒนาตลาดบ้านใหม่ให้กลับคึกคักดังเดิม จึงได้รวมตัวกันจัดตลาดในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในเริ่มแรกยังไม่มีคนเข้าร่วมมากนักเพราะยังไม่เห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
แต่เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกลับเป็นที่นิยมของคนเมืองที่นิยมมาดูสภาพบ้านเรือน ความเป็นอยู่ หรือร่องรอยประวัติศาสตร์ในอดีต จึงทำให้ตลาดบ้านใหม่เป็นที่รู้จัก ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการตลาด ที่มุ่งหวังจะให้แหล่งท่องเที่ยวแหล่งนี้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป
ตลาดบ้านใหม่ ๑๐๐ ปี ประกอบด้วย 2 ชุมชน คือ ชุมชนตลาดบ้านใหม่และชุมชนตลาดบน เพียงแค่ข้ามสะพานเท่านั้น แต่คนโดยส่วนมากจะเข้าใจว่า ที่นี่คือตลาดบ้านใหม่แห่งเดียว
สิ่งที่น่าสนใจ สำหรับ ตลาดบ้านใหม่ คือ การดำเนินชีวิตในรูปแบบเดิมๆ บ้านเรือนเป็นห้องแถวไม้ ดูคลาสสิคสำหรับผู้ชอบถ่ายภาพแนวไลฟ์ และมีขนมโบราณที่หารับประทานได้ยาก อย่าง"ขนมทองทัต" หรือแม้แต่ของขึ้นชื่อ ของจังหวัดก็มีจำหน่ายให้เห็น อาทิเช่น มะม่วงสายพันธ์ต่างๆ ,ปากหม้อน้ำ ที่ร้านจุกดี อาหารขึ้นชื่อของ อ.พนมสารคาม หรือแม้แต่ของที่ระลึกต่างจากกะลามะพร้าว ของโครงการสายใยรักที่ "ร้านตาลมะพร้าว" หรือแม้แต่"ร้านก๋วยจั๊บ"สูตรดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อ
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟโบราณ เมื่อมาที่นี่ก็ไม่มีผิดหวังเช่นกัน "กาแฟโบราณเฮียคุณ" กาแฟสูตรดั้งเดิมเจ้าอร่อย หรือ ต้องการนั่งรับประทานอาหารที่บรรยากาศดีๆก็ต้องที่ "ร้านบ้านป้าหนู" อยู่บริเวณท่าเรือชุมชน ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง หรือชอบอาหารรสจัดจ้าน อย่าลืมแวะที่"ร้านตำเคียงน้ำ" รวมสารพัดเมนูตำและยำ รสเด็ดทีเดียว.
และถ้าอยากเก็บความรู้สึกดีๆ ส่งถึงเพื่อน หรือญาติสนิทหรือมิตรรักต่างแดน คุณก็สามารถส่งโปสการ์ดกลับไปหาพวกเขาเหล่านั้นได้ที่ "ร้านโปสการ์ดสวย" จำหน่ายโปสการ์ดเรื่องราวตลาดบ้านใหม่ ที่คุณสามารถบอกเล่าเรื่องราวของคุณผ่านการเดินทางได้ เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่า "ความสุขสามารถส่งถึงกันได้จริงๆ"
การเดินทางมาตลาดบ้านใหม่
ทางรถยนต์
• เมื่อมาถึงแปดริ้วแล้ว ให้ขับรถมาตามเส้นทางในเมือง สี่แยกไฟแดงตรงตลาด ผ่านโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ผ่านสถานีตำรวจ ขับรถตรงไปเรื่อยๆ จะข้ามสะพานวรรณยิ่ง และขับรถตรงไปทางเส้นทาง อ.บางน้ำเปรี้ยว สังเกตด้านขวามือ ตลาดบ้านใหม่ร้อยปีจะอยู่ด้านขวามือทางรถโดยสารประจำทาง • เมื่อมาถึงสถานีขนส่งใหม่แปดริ้วแล้ว ให้นั่งรถสองแถวจากสถานีขนส่งใหม่แปดริ้วมาที่ตลาดบ้านใหม่ร้อยปีได้เลย (สายศูนย์ใหม่ - วัดสายชล)
• เมื่อมาถึงแปดริ้วแล้ว ให้ขับรถมาตามเส้นทางในเมือง สี่แยกไฟแดงตรงตลาด ผ่านโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ผ่านสถานีตำรวจ ขับรถตรงไปเรื่อยๆ จะข้ามสะพานวรรณยิ่ง และขับรถตรงไปทางเส้นทาง อ.บางน้ำเปรี้ยว สังเกตด้านขวามือ ตลาดบ้านใหม่ร้อยปีจะอยู่ด้านขวามือทางรถโดยสารประจำทาง • เมื่อมาถึงสถานีขนส่งใหม่แปดริ้วแล้ว ให้นั่งรถสองแถวจากสถานีขนส่งใหม่แปดริ้วมาที่ตลาดบ้านใหม่ร้อยปีได้เลย (สายศูนย์ใหม่ - วัดสายชล)
นอกจากนี้สามารถติดต่อขอรับบริการนั่งเรือท่องเที่ยวได้จากท่าน้ำโรงเจวัดหลวงพ่อโสธร มีเรือท่องเที่ยวบริการทุก 1 ชั่วโมง ค่าบริการคนละ 100 บาท หรือ สนใจนั่งรถสายวัฒนธรรมจากหน้าวัดหลวงพ่อโสธร โดยใช้เส้นทางสายวัฒนธรรม ผ่านย่านการค้าเก่าแก่ แหล่งชุมชนโบราณ ชมสถาปัตยกรรมดั้งเดิม และโบราณสถานของเมืองฉะเชิงเทรา ติดต่อขอรับบริการได้ที่บริเวณหน้าวัดหลวงพ่อโสธร.
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
โครงการโรงโคนม
โครงการโรงโคนม
วันพืชมงคลทุกปี นอกจากจะเป็นวันสิริมงคลสำหรับเกษตรกรที่จะได้เริ่มปักไถหว่านกล้า ยังเป็นวันเสริมกำลังใจอย่างดี เนื่องจากมีการเสี่ยงทายหลายด้าน อย่างปีนี้ "พระยาแรกนา" เสี่ยงหยิบผ้าได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วน "พระโค" กินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควรธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์นั่นเป็นความเชื่อแต่โบราณที่สืบทอดกันมายาวนาน แต่ที่ตาเห็นมือจับต้องได้ คือโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้เป็นแนวทาง หรือต้นแบบ โดยเฉพาะ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ทดลองและวิจัย หาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานด้านการเกษตรกรรมต่างๆ เมื่อได้ผลการศึกษาแล้ว ก็เป็นโครงการตัวอย่างให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษา และนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม
ที่คุ้นเคยกันดีก็อย่างโครงการนาข้าวทดลอง การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานิล กังหันลม ระบบผลิตน้ำเย็นโดยใช้พลังงานความร้อนจากแกลบ บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลม รวมถึงกลุ่มงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินงานกึ่งธุรกิจ อาทิ กลุ่มงานเกี่ยวกับนม กลุ่มงานเกี่ยวกับข้าว กลุ่มงานเกี่ยวกับการแปรรูปผลไม้ กลุ่มงานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง เป็นต้น โดยเฉพาะ โรงโคนมสวนจิตรลดา ถือเป็นจุดเริ่มต้นโครงการกึ่งธุรกิจภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนับแต่ปี 2505 ที่พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงโคนมสวนจิตรลดา ทรงวางแนวทางเกี่ยวกับกิจการโคนมไว้ ให้เป็นแหล่งศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย การแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคนม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำนม ได้แก่ โรงโคนมสวนจิตรลดา โรงนมผงสวนดุสิต โรงนมเม็ดสวนดุสิต โรงเนยแข็ง และโรงนมยูเอชที สวนจิตรลดา
เนื่องในวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ผ่าน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ณ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทรงเปิดและทอดพระเนตรนิทรรศการ "50 ปี โรงโคนมสวนจิตรลดา จุดเริ่มต้นของอาชีพพระราชทาน" งานสำคัญที่กรมปศุสัตว์ ร่วมกับโรงโคนม โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ร่วมจัดขึ้น เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและบุคคลทั่วไปที่มาเข้าเฝ้าในวันพืชมงคลฯ
โดยเนื้อหาหลักของนิทรรศการอันแสดงถึงความคืบหน้าของโครงการแบ่งเป็น 5 ส่วน ได้แก่ เทคนิคการตรวจการตั้งท้องระยะต้นหลังการผสมเทียม, โรคแท้งติดต่อและวัณโรค, หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 และฟาร์มต้นแบบการใช้หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เลี้ยงโคนม, การปรับเปลี่ยนการเลี้ยงโคนมสู่มาตรฐานอินทรีย์ และ มาตรฐานฟาร์มโคนม ซึ่ง รศ.ดร.สมเกียรติ ประสานพานิช จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายงานสรุปผลการวิจัยเบื้องต้น ในโรงโคนมสวนจิตรลดา หัวเรื่อง "ผลการตอบสนองทางสรีรวิทยาของโคนมต่อสภาพอากาศในโรงเลี้ยงโคนม" ว่า สวนจิตรลดาเป็นฟาร์มโคนมแห่งเดียวในกรุงเทพฯ แม้โคจะได้รับการเลี้ยงดูในโรงเรือนที่มีหลังคาที่สามารถป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ แต่ในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงระหว่างเดือนเมษายน 2555 โคจึงได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดความเครียดจากความร้อน (Heat stress) ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
"โคเป็นสัตว์ที่ต้องการรักษาอุณหภูมิร่างกายคงที่ราว 38.8 องศาเซลเซียส ซึ่งโคในโรงนมสวนจิตรลดา มีความพยายามลดอุณหภูมิร่างกายที่สูงถึง 40.1 องศาฯ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การหอบหายใจและการขับเหงื่อ รวมถึงการลดการกินอาหาร แต่ยังไม่สามารถลดอุณหภูมิที่สูงนี้ได้ จึงน่าจะมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยหลากหลายวิธี เช่น การตัดขนให้สั้นลง การเพิ่มเงารอบๆ โรงเลี้ยงด้วยการปลูกต้นไม้ การให้อาหารจากกลางวันที่โคไม่ค่อยกินอาหารเปลี่ยนไปให้เวลากลางคืนแทน แล้วยังเสริมด้วยอาหารข้น ซึ่งจะช่วยสร้างน้ำนมได้มากขึ้น ทั้งนี้ จะมีการถ่ายทอดวิทยาการดังกล่าวไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไป" นักวิชาการด้านโคนม กล่าว
ด้าน ดร.สุรีย์วรรณ พันธุ์นรา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา กลุ่มอุตสาหกรรมนม กล่าวว่า การเลี้ยงโคนมในเมืองหลวงเป็นเรื่องยากจึงต้องมีการพัฒนาระบบการเลี้ยงให้ดี ในพื้นที่ 10 ไร่ของโครงการมีโคนมในความดูแลถึง 40 ตัวส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเซียน ซึ่งให้น้ำนมเฉลี่ย 15 ลิตรต่อตัวต่อวัน ขณะนี้ได้ขยายโครงการนำโคนมพันธุ์ดังกล่าวไปทดลองเลี้ยงที่โครงการชั่งหัวมัน ตามแนวพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ซึ่งเบื้องต้นพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
"สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดกิจการโคนม ทรงรู้จักโคนมเกือบทุกสายพันธุ์ และทรงดูแลอุตสาหกรรมนม โดยรับสั่งให้ผลิตนมรสสละเป็นพระองค์แรก เนื่องจากทรงโปรดนมรสนี้ จึงมีการพัฒนาจนเป็นนมรสสละที่มีรสชาติและกลิ่นดีกว่าที่อื่น หรืออย่างผลิตภัณฑ์ชีสของสวนจิตรลดาก็ทรงชิมเป็นพระองค์แรกเมื่อปี 2530 จนตอนนี้อร่อยและคุณภาพดี ปัจจุบันเราผลิตนมส่งให้โรงเรียนต่างๆ แบ่งเป็นนมสดพาสเจอไรท์ 15 ตันต่อวัน นมยูเอสที 24 ตันต่อวัน และนมผง 8 ตันต่อวัน" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ โครงการส่วนพระองค์ฯ เผย
อีกหนึ่งความก้าวหน้าของกิจการโรงโคนม นั่นคือ โครงการผลิตนมฟลูออไรด์แห่งแรกของประเทศ ช่วยลดปัญหาฟันผุในเด็กไทยได้กว่า 7 แสนคน โดย ทพ.ญ.พวงทอง เล็กเฟื่องฟู ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผลของการพัฒนาการดำเนินงานในระยะเวลา 12 ปี ระหว่างพ.ศ.2543-2555 ประสบความสำเร็จด้วยดี จนตอนนี้มีการผลิตนมฟลูออไรด์อย่างกว้างขวาง อาทิ อ.ส.ค.จังหวัดขอนแก่น, สหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรี จำกัด, อ.ส.ค.จังหวัดสระบุรี ,โรงนมกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และห้างหุ้นส่วนจำกัดสุราษฎร์เฟรชมิลด์ เป็นต้น
"นอกจากที่นี่จะเป็นต้นแบบในการผลิตนมฟลูออไรด์แล้ว ยังเป็นหน่วยฝึกอบรม และพัฒนาการผลิตนมฟลูออไรด์ มีองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี มองโกเลีย บรูไน มาเลเซีย นำมาซึ่งความภาคภูมิใจยิ่ง" ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งหมดทั้งมวล แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านกิจการโคนม ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้เป็นอย่างดี
วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ฐานโครงการสะพานพระราม8
ฐานโครงการสะพานพระราม8
เป้าหมายของโครงการ
1. เพื่อแบ่งเบาปริมาณการจราจรที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและผ่อนคลายปัญหาการจราจรในถนนที่ต่อเนื่องจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีเช่นถนนราชดำเนินถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าถนนบรมราชชนนีถนนตลิ่งชัน-นครไชยศรี ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนอรุณอมรินทร์ ถนนสิรินธร เป็นต้น
2. เพื่อลดปริมาณการจราจรที่จะผ่านเข้าไปในเกาะรัตนโกสินทร์
3. เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายถนนให้มีความสมบูรณ์เอื้ออำนวยการคมนาคมขนส่งระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีและช่วยให้การพัฒนาพื้นที่ในฝั่งธนบุรีสะดวกยิ่งขึ้น
4. เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง
“โครงการสะพานพระราม 8” เป็นหนึ่งในโครงการแก้ไขปัญหาจราจรตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักถึงปัญหาการจราจรแออัดบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งทำให้เกิดการคับคั่งของจราจรบริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครชั้นในบริเวณถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งเชื่อมต่อกับฝั่งธนบุรีผ่านทางสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และเข้าบรรจบกับถนนจรัญสนิทวงศ์ เพื่อคลี่คลายปัญหาพื้นผิวการจราจรไม่เพียงพอและปรับปรุงการไหลเวียนของการจราจรในบริเวณนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระราชดำริให้ก่อสร้างทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนีจากถนนอรุณอมรินทร์ถึงตลิ่งชัน เมื่อประมาณกลางปี ๒๕๓๘ เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรในบริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและถนนบรมราชชนนีเป็นทางยกระดับขนาด ๔ ช่องจราจร
ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้แล้วและเพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดใช้เส้นทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนีรวมทั้งเพิ่มจุดเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครฝั่งพระนครและธนบุรี จึงทรงมีพระราชดำริผ่านมายังปลัดกรุงเทพมหานครให้พิจารณาก่อสร้างสะพานเป็นเส้นทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มขึ้นอีก ๑ แห่ง ซึ่ง กรุงเทพมหานครเห็นว่าโครงการพระราชดำริ มีความเป็นไปได้สูง สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้ดีกว่าการขยายสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าโดยจะใช้ซอยต่างๆบริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์เป็นเส้นทางรับรถที่จะมาใช้สะพานแต่อุปสรรคอยู่ที่การเวนคืน แม้ว่าจะใช้พื้นที่ไม่มากก็ตาม ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ได้ชื่อ “สะพานพระราม ๘” เป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ โครงการสะพานพระราม ๘ จะอยู่ทางด้านเหนือของช่วงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าขึ้นไปก่อนถึงบริเวณสะพานกรุงธนบุรี มีแนวเส้นทางเชื่อมต่อกับโครงการพระราชดำริ
ทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี บริเวณแยกอรุณอมรินทร์ ผ่านถนนอรุณอมรินทร์ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และบรรจบกับปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้กับธนาคารแห่งประเทศไทย
ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้แล้วและเพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดใช้เส้นทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนีรวมทั้งเพิ่มจุดเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครฝั่งพระนครและธนบุรี จึงทรงมีพระราชดำริผ่านมายังปลัดกรุงเทพมหานครให้พิจารณาก่อสร้างสะพานเป็นเส้นทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มขึ้นอีก ๑ แห่ง ซึ่ง กรุงเทพมหานครเห็นว่าโครงการพระราชดำริ มีความเป็นไปได้สูง สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้ดีกว่าการขยายสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าโดยจะใช้ซอยต่างๆบริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์เป็นเส้นทางรับรถที่จะมาใช้สะพานแต่อุปสรรคอยู่ที่การเวนคืน แม้ว่าจะใช้พื้นที่ไม่มากก็ตาม ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ได้ชื่อ “สะพานพระราม ๘” เป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ โครงการสะพานพระราม ๘ จะอยู่ทางด้านเหนือของช่วงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าขึ้นไปก่อนถึงบริเวณสะพานกรุงธนบุรี มีแนวเส้นทางเชื่อมต่อกับโครงการพระราชดำริ
ทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี บริเวณแยกอรุณอมรินทร์ ผ่านถนนอรุณอมรินทร์ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และบรรจบกับปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้กับธนาคารแห่งประเทศไทย
เป้าหมายของโครงการ
1. เพื่อแบ่งเบาปริมาณการจราจรที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและผ่อนคลายปัญหาการจราจรในถนนที่ต่อเนื่องจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีเช่นถนนราชดำเนินถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าถนนบรมราชชนนีถนนตลิ่งชัน-นครไชยศรี ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนอรุณอมรินทร์ ถนนสิรินธร เป็นต้น
2. เพื่อลดปริมาณการจราจรที่จะผ่านเข้าไปในเกาะรัตนโกสินทร์
3. เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายถนนให้มีความสมบูรณ์เอื้ออำนวยการคมนาคมขนส่งระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีและช่วยให้การพัฒนาพื้นที่ในฝั่งธนบุรีสะดวกยิ่งขึ้น
4. เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)


.jpg)