วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ประวัติโรงเรียนเซนต์หลุยส์

    จุดเริ่มต้น
  • ในปี 2491 ภราดาฮิวเบิร์ต เจ้าคณะภราดาเซนต์คาเบรียล ได้มอบหมายให้ ภราดายอห์น แมรี่ ร่วมกับ ภราดาภักดี ทุมมกานน ขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียน เพื่อให้บริการด้านการศึกษา แก่เยาวชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งต่อมาโรงเรียนแห่งนี้เป็นที่รู้จัก ในนามของ โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา 4 มิถุนายน 2491 เป็นวันแรกเริ่มของโรงเรียนแห่งนี้ ในการทำหน้าที่สถาบันการศึกษาของท้องถิ่น ซึ่งมี ภราดายอห์น แมรี่ เป็นผู้จัดการและอธิการ โดยมี นายชลินทร์ ศรีพิจารณ์ เป็นครูใหญ่ ปฐมบทของโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา นั้น ได้เริ่มต้น โดยคณะครู 6 คน กับ นักเรียน 72 คน เปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จนถึงชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3


    ก้าวที่เปลี่ยนไป
  • นับตั้งแต่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ได้เปิดดำเนินการสอน ให้แก่บุตรหลานของชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา คณะภราดา และคณะครู ตลอดจนเจ้าหน้าที่ ได้ทุ่มเทความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงเรียนแห่งนี้ให้มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียนที่ ต้องการจะมีสถาบัน การศึกษาที่มีคุณภาพ ทำให้โรงเรียนแห่งนี้มีพัฒนาการที่ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา


  • เริ่มจากปี 2495 ภายหลังจากที่ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนได้ไม่นานนัก โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ได้รับการรับรองวิทยฐานะจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานด้านการศึกษาของโรงเรียน และต่อมาในปีการศึกษา 2496 โรงเรียนแห่งนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งในด้านภาพลักษณ์ กล่าวคือ โรงเรียนได้มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายจากเดิมที่ให้นักเรียนแต่งกายด้วยเสื้อสีขาว กางเกงสีกากี มาเป็นเสื้อสีขาว กางเกง สีน้ำเงิน สวมถุงเท้าสั้นสีขาว รองเท้าสีดำ ดังเช่นปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

  • อย่างไรก็ตามจากการที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองโดยการส่งบุตร-หลานเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมาก ทำให้จำนวนนักเรียนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสถานที่ตั้งเดิมที่เคยกว้างขวางไม่อาจจะรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นได้ ในปีการศึกษา 2498 จึงได้มีการย้ายที่ตั้งโรงเรียนมาตั้ง ณ ที่ตั้งปัจจุบัน ซึ่งมีเนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา พร้อมกับการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ชื่อ "อาคารเซนต์หลุยส์" จากนั้น ในปีการศึกษา 2504 เป็นอีก ปีการศึกษาที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ได้มีการพัฒนารูปแบบการสอนที่เด่นชัด โดย ภราดาอันโตนิโอ อธิการในขณะนั้น ได้ตัดสินใจขยายการเรียนการสอนไปจนถึง ชั้น ม.7 แผนกวิทยาศาสตร์ หรือที่คนในยุคนั้นเรียกว่า ชั้นเตรียมอุดมศึกษา และเพื่อเป็นการยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพสูงสุด ในปีการศึกษา 2505 ภราดาอันโตนิโอ ได้สร้างหอสมุดโดยแยกออกมาเป็นเอกเทศ เพื่อให้บริการแก่นักเรียน และในปีการศึกษา 2507 เป็นปีที่โรงเรียนได้เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้น ป1. ถึง ม.ศ. 5



  • ด้วยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปีการศึกษา 2512 ภราดาอะเล็ก ซานเดอร์ จึงได้ดำเนินการสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ เป็นตึกขนาด 3 ชั้น ยาว 28 เมตร ชื่ออาคาร "อาคารมารีย์" เพื่อรองรับการขยายตัวของโรงเรียน

  • ในปีการศึกษา 2518 เป็นปีที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ได้มีการสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนในระดับอนุบาล และได้สร้าง "อาคารมงฟอร์ต" ขึ้น ในสมัย ภราดาพยุง ประจงกิจ ปีการศึกษา 2522 เป็นอีกก้าวที่สำคัญของโรงเรียนในการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ในปีการศึกษานี้ โรงเรียนได้มีการขออนุญาตรับนักเรียนหญิงในชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้มีการพัฒนาสภาพภูมิทัศน์ของโรงเรียนให้มีความเหมาะสมมากขึ้น



  • ในปีการศึกษา 2534 เป็นปีที่ ภราดาอนุรักษ์ นิธิภัทราภรณ์ ได้เข้ามารับหน้าที่อธิการ นับเป็นยุคที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ได้มีการพัฒนาการในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เช่น การเร่งปรับปรุงอาคารสถานที่ การก่อสร้าง “อาคารสัฐยามหาราชินี” “อาคารวันทามารี” อาคารสำหรับนักเรียนอนุบาล และ “อาคารเฉลิมพระเกียรติ” อาคารเรียน 6 ชั้น รวมถึง การพัฒนาบุคลากรในทุก ๆ ด้าน เพื่อรองรับระบบการศึกษายุคใหม่ซึ่งทำให้ เซนต์หลุยส์ในยุคนั้น เป็นยุคที่หลายคนกล่าวว่า เป็นยุคแห่งการเร่งรัดพัฒนา ซึ่งความพยายามดังกล่าวได้ส่งผลแก่โรงเรียนในปัจจุบัน ในด้านการ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของจังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการพัฒนาด้านระบบการเรียนการสอน และอาคารสถานที่ให้มีความทันสมัยแล้ว ในด้านพัฒนาการด้านสังคม โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ได้มุ่งส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อที่จะพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพสูงสุด โดยในปีการศึกษา 2542 ได้รับรางวัลเหรียญเงินระดับประเทศจากการประกวด วงโยธวาทิตนักเรียนแห่งประเทศไทยประเภทระดับมัธยมต้นชิงถ้วย พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 4 ประจำปี 2542
  • ในปีการศึกษา 2543 ในปีการศึกษานี้โรงเรียนได้รับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา นับเป็นก้าวที่สำคัญของโรงเรียนที่มุ่งสู่การดำเนินการปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ. 2542 และตามแนวการจัดการศึกษาของคณะเซนต์คาเบรียล ในปีถัดมา คือ ปีการศึกษา 2544 มีการอบรมพัฒนาหลักสูตร ปฏิรูปการเรียนรู้ ปฏิรูปครูและจัดการเรียน การสอน และภราดามีศักดิ์ ว่องประชานุกูล ได้สร้าง "อาคารสิรินธร" เพื่อรองรับการเปิดมัธยมศึกษาตอนปลาย และในปีการศึกษา 2545 โรงเรียนได้เปิดทำการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งได้เช่าและซื้อเพื่อขยายเนื้อที่เพิ่มเติมด้านหลังรวมเป็น 30 ไร่ 2 งาน 58 ตารางวา


  • ในปีการศึกษา 2546 โรงเรียนได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ระดับก่อนประถมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2545 และโรงเรียนยังได้รับประกาศเกียรติคุณ จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย มีพระราชเสาวนีย์ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา เป็นสถาบันที่ให้ความร่วมมือจัดหาผู้บริจาคโลหิตเป็นหมู่คณะ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างสม่ำเสมอนานกว่า 5 ปี อีกด้วย โรงเรียนได้จัดทำระบบสารสนเทศสถานศึกษาโดยใช้ชื่อว่า SWIS (School Web-based Information System) เป็น Web Application ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารข้อมูลของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพและสนองต่อการปฏิรูปการศึกษา โรงเรียนได้มุ่งส่งเสริมนักเรียนที่มีความสามารถด้านดนตรี ให้มีโอกาสได้แสดงออกโดยการจัดตั้งวงโยธวาฑิต และผลปรากฏว่าได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการประกวดวงโยธวาฑิต นักเรียน นิสิต นักศึกษา ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย และชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2547 และรางวัลเหรียญเงิน จากการประกวดวงโยธวาทิตยามาฮ่าแห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 8 ประจำปี 2547




  • ปีการศึกษา 2547 ภราดาชำนาญ เหล่ารักผล รับหน้าที่อธิการโรงเรียน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ และการพัฒนา ในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้โรงเรียนก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการศึกษา และเทคโนโลยี มีการปรับโครงสร้างการบริหาร และการบริหารการจัดการที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง รวมไปถึงการจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ตลอดจนด้านเทคโนโลยี โสตทัศนูปกรณ์ และอาคารสถานที่ มีการคัดสรรบุคลากรที่เป็นชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถเปรียบเสมือนเจ้าของภาษามาทำการสอนให้กับนักเรียน และมีการจัดการเรียนการสอน เป็นภาษาอังกฤษในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ โดยครูต่างชาติร่วมกับครูไทย การปรับปรุงห้องปฏิบัติการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการปรับเปลี่ยน ขยายห้องปฏิบัติการ จัดหาเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดตามห้องเรียน และมีสื่อเทคโนโลยีที่ครบครัน เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน มีห้องมัลติมีเดียรวมถึงเครื่องทัศนูปกรณ์อื่น ๆ ที่ทันสมัย การส่งเสริมพัฒนาบุคลากรในด้านเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ตลอดจนมีการพัฒนาอาคารสถานที่อย่างต่อเนื่อง มีการปรับสภาพภูมิทัศน์ของโรงเรียนให้ร่มรื่น สวยงาม และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ปกครอง และนักเรียน
  • ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนได้ผ่านการคัดสรรผลงาน และได้รับรางวัลเหรียญเงิน จากการจัดการเรียนรู้แบบธุดงคศึกษา ของสำนักงานเลขาธิการ คุรุสภา เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนงานปฏิรูปการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างให้ผู้เรียน ครู ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องได้ใช้กระบวนการคิดและทักษะในการพัฒนาผลงานที่มีคุณภาพ ผ่านการประเมินตาม มาตรฐานคุณภาพการศึกษาของมูลนิธิคณะเซนต์ คาเบรียลฯ ปีการศึกษา 2547 – 2549 และการตรวจประเมินคุณภาพภายนอก จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542


  • ปีการศึกษา 2549 ได้ก่อสร้างอาคาร “ศูนย์การเรียนรู้ยอห์น แมรี่” อาคาร 4 ชั้น




 
  • ปีการศึกษา 2550 ภราดามณฑล ประทุมราช ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ผู้จัดการและผู้แทนผู้รับใบอนุญาต มุ่งเน้นนโยบายประหยัด เพิ่มคุณภาพการศึกษา ปฏิบัติงานเป็นทีม และเปิดโรงเรียนสู่ชุมชน นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารโรงเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายของโรงเรียน ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการก่อสร้างและตกแต่งภายในอาคาร “ศูนย์การเรียนรู้ยอห์น แมรี่” ซึ่งเป็นอาคารอเนกประสงค์ จำนวน 4 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 6,062 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องประชุมขนาดใหญ่ขนาด 900 -1,000 ที่นั่ง สำหรับรองรับการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงการเล่นกีฬาในร่มได้ ห้องประชุมย่อยขนาด 300 ที่นั่ง ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องออกกำลังกาย ลานจัดนิทรรศการ โรงอาหารขนาดใหญ่ให้ทันสมัยถูกสุขลักษณะ และห้องสมุดที่ทันสมัย จัดสร้างห้องเกียรติยศ เพื่อเก็บรวบรวมผลงานต่าง ๆ ของโรงเรียนไว้เป็นสัดส่วน ณ ชั้นสอง อาคารศูนย์การเรียนรู้ยอห์น แมรี่ จัดสร้างหลังคาสระว่ายน้ำ เพื่อกันแดด - ฝนให้กับผู้ที่มาใช้บริการ จัดทำคู่มือครู เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน มุ่งเน้นเรื่องระเบียบและความมีวินัย ความสะอาด และลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินเช่าจาก คุณลัดดา – คุณบำรุง ศรีคชา มาเป็นกรรมสิทธิ์ของโรงเรียน จำนวน 17 ไร่ เป็นเงิน 17.5 ล้านบาท
  • ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนได้จัดให้มีพิธีเสกอาคาร “ศูนย์การเรียนรู้ยอห์น แมรี่” โดยได้รับเกียรติจากพระคาร์ดินัล ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ มาเป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2551 ซึ่งตรงกับวันฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งการก่อตั้งโรงเรียน อีกทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคาร “สิรินธรและศูนย์การเรียนรู้ยอห์น แมรี่” เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2551 นำความปลื้มปิติยินดีมาสู่ชาวเซนต์หลุยส์ เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบโรงเรียนให้ร่มรื่น สะอาดและสวยงามยิ่งขึ้น จัดทาสีอาคารทุกอาคารให้ดูเด่นเป็นสง่า จัดทำและติดตั้งป้ายบอกทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ภายในโรงเรียนทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อให้ผู้มาติดต่อกับทางโรงเรียนได้ใช้บริการสะดวกขึ้น จัดทำและติดตั้งป้ายสุภาษิต – คำคม ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ ตามอาคาร เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้แก่นักเรียนทุกคน และในปีนี้โรงเรียนได้ผ่านการประกันคุณภาพและรับรอง มาตรฐานการศึกษา รอบ 2 ประเภทสามัญศึกษา ระดับการศึกษาปฐมวัยศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) นับเป็นก้าวที่สำคัญของโรงเรียน ที่มุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และตามแนวการจัดการศึกษา เซนต์คาเบรียล พร้อมทั้งได้ส่งโรงเรียนเข้ารับการประเมินเพื่อขอรับรางวัลพระราชทาน ประเภทการศึกษาปฐมวัย ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่องต่อไป




  • ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนได้จัดพิธีสหบูชามิสซาขอบพระคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียน โดย พระสังฆราชลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต ประมุขสังฆมณฑลจันทบุรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 61 ปีแห่งการก่อตั้งโรงเรียน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คณะภราดา คณะครู ผู้ปกครอง และศิษย์เก่า อีกทั้งโรงเรียนยังได้รับรางวัลสถานศึกษาพระราชทาน ระดับก่อนประถมศึกษา ขนาดใหญ่ ประจำปีการศึกษา 2551 ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดที่สถานศึกษาได้รับ เพราะเป็นรางวัลที่แสดงถึงคุณภาพและมาตรฐานโดยรวมของโรงเรียน โดย ภราดามณฑล ประทุมราช ผู้อำนวยการฯ ได้เข้าเฝ้ารับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2552 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา และจัดงานฉลองรางวัล โรงเรียนพระราชทาน ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 โดยมีพิธีแห่ อัญเชิญเกียรติบัตรในช่วงเช้าและงานเลี้ยงแสดงความยินดีในช่วงเย็น ซึ่งรางวัลสถานศึกษาพระราชทานฯ ที่ได้รับ ส่งผลให้ผู้อำนวยการโรงเรียนได้รับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ ในฐานะเป็นผู้บริหารที่พัฒนาสถานศึกษาจนได้รับรางวัลพระราชทานจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ของนักเรียน โดยจัดสร้างสวนนกเซนต์หลุยส์ ซึ่งมีนกหลากหลายชนิดให้นักเรียนศึกษาหาความรู้ จัดทำป้ายแหล่งการเรียนรู้บริเวณริมแม่น้ำ สร้างศาลาการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ฯ สวนวรรณคดี และจัดสวนหย่อมรอบบริเวณโรงเรียนให้สวยงาม อีกทั้งได้ติดตั้งกระดานอัจฉริยะ ซึ่งเป็นสื่อการสอนที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้ครูและนักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้รับรางวัลสถานศึกษาพระราชทานประเภทประถมศึกษา ขนาดใหญ่ ปีการศึกษา 2552 อันเป็นสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทานติดต่อกัน 2 ปี
  • ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนได้จัดพิธีสหบูชามิสซาขอบพระคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียน ในวันที่ 4 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 62 ปี แห่งการก่อตั้งโรงเรียน โดย ฯพณฯ พระสังฆราช สิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขแห่งสังฆมณฑลจันทบุรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คณะภราดา คณะครู ผู้ปกครอง และศิษย์เก่า และในปีนี้โรงเรียนยัง ได้รับรางวัลสถานศึกษาพระราชทาน ระดับประถมศึกษา ขนาดใหญ่ ประจำปีการศึกษา 2552 ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดที่สถานศึกษาทุกแห่งมุ่งมั่น และปรารถนาที่จะได้รับ เพราะเป็นรางวัลที่แสดงถึงคุณภาพและมาตรฐาน โดยรวมของโรงเรียน โดยผู้อำนวยการได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อเข้ารับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ที่โรงเรียนได้รับคัดเลือกจากกระทวงศึกษาธิการให้เป็นสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระทาน 2 ปีติดต่อกันโดยมีพิธีแห่อัญเชิญเกียรติบัตรในวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 และจัดงานเลี้ยงฉลองโรงเรียนรางวัลพระราชทานระดับก่อน ประถมศึกษาขนาดใหญ่ ประจำปีการศึกษา 2551 และระดับประถมศึกษาขนาดใหญ่ ประจำปีการศึกษา 2552 ขึ้น ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 เพื่อเชิดชูเกียรติของโรงเรียนและเป็นการเฉลิมฉลอง "ผลงานและความดี สมศักดิ์ศรี รางวัลพระราชทาน" นอกจากนี้ได้ปรับภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณโรงเรียนให้ร่มรื่น สะอาดสวยงาม ปรับปรุงเพิ่มเติมแหล่งการเรียนรู้ จัดทำและติดตั้งป้ายสุภาษิต – คำคม ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ ตามอาคาร เพื่อเป็นแหล่งความรู้ ให้แก่นักเรียนทุกคน และปรับเปลี่ยนหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2544 เป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2551 อีกทั้งได้ติดตั้งกระดานอัจฉริยะในระดับชั้นมัธยมศึกษาทุกห้องเรียนเพื่อใช้ในการจัดการ เรียนการสอน ปรับปรุงระบบเสียงตามสายภายในโรงเรียนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และเริ่มการก่อสร้างบ้านพักภราดาโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา พร้อมทั้งได้ส่งโรงเรียนเข้ารับการประเมินเพื่อขอรับรางวัลพระราชทาน ประเภทมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง


    ปัจจุบัน
  • ปัจจุบันโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ที่ 128 ถนนศุภกิจ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตพื้นที่การศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 1 เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นการศึกษาปฐมวัยปีที่ 1 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บนเนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา มีนักเรียนทั้งหมด 3,850 คน ระดับก่อนประถมศึกษา จำนวน 632 คน ระดับประถมศึกษา จำนวน 1,566 คน ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 1,652 คน และคณะครูทั้งหมด 267 คน ครูชาย จำนวน 56 คน ครูหญิง จำนวน 211คน มีอาคารเรียนและอาคารประกอบการทั้งหมด 12 อาคาร จัดเป็นห้องเรียน ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องวิทยาศาสตร์ ห้องประชุม ห้องพยาบาล ห้องพักครู โรงอาหาร อาคารพลศึกษา สนามกีฬา และอื่น ๆ

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ต ล า ด บ้ า น ใ ห ม่ ๑๐๐ ปี ฉ ะ เ ชิ ง เ ท ร า

                                             ต ล า ด บ้ า น ใ ห ม่ ๑๐๐ ปี   ฉ ะ เ ชิ ง เ ท ร า





วิถีชีวิตชุมชนชาวไทย-จีน ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ใช้ชีวิตมายาวนานกว่า ๑๐๐ ปี  ตั้งแต่รุ่นอากงอาม่า สมัยคุณตาคุณยายยังสาว ตลาดบ้านใหม่มีวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตมายาวนาน เมื่อครั้งก่อนที่นี่เป็นแหล่งชุมชนที่มีการค้าขายทางน้ำอย่างคึกคัก  แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปความสำคัญของที่นี่กลับลดลง เพราะเมื่อถนนตัดผ่าน ผู้คนเริ่มใช้เส้นทางคมนาคมทางบกมากขึ้น การคมนาคมทางเรือจึงได้เงียบเหงาบางตา ประจวบเหมาะกับคนรุ่นใหม่ได้มีการเข้าไปศึกษาทำงานกันที่กรุงเทพฯมากขึ้น จึงทำให้ตลาดค่อนข้างเงียบเหงา
    ชาวบ้านชุมชนตลาดบ้านใหม่ส่วนหนึ่ง มีความคิดที่จะพัฒนาตลาดบ้านใหม่ให้กลับคึกคักดังเดิม จึงได้รวมตัวกันจัดตลาดในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  ในเริ่มแรกยังไม่มีคนเข้าร่วมมากนักเพราะยังไม่เห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    แต่เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกลับเป็นที่นิยมของคนเมืองที่นิยมมาดูสภาพบ้านเรือน ความเป็นอยู่ หรือร่องรอยประวัติศาสตร์ในอดีต  จึงทำให้ตลาดบ้านใหม่เป็นที่รู้จัก  ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการตลาด ที่มุ่งหวังจะให้แหล่งท่องเที่ยวแหล่งนี้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป
    ตลาดบ้านใหม่ ๑๐๐ ปี  ประกอบด้วย 2 ชุมชน  คือ ชุมชนตลาดบ้านใหม่และชุมชนตลาดบน  เพียงแค่ข้ามสะพานเท่านั้น แต่คนโดยส่วนมากจะเข้าใจว่า ที่นี่คือตลาดบ้านใหม่แห่งเดียว
   สิ่งที่น่าสนใจ สำหรับ ตลาดบ้านใหม่ คือ การดำเนินชีวิตในรูปแบบเดิมๆ บ้านเรือนเป็นห้องแถวไม้ ดูคลาสสิคสำหรับผู้ชอบถ่ายภาพแนวไลฟ์  และมีขนมโบราณที่หารับประทานได้ยาก อย่าง"ขนมทองทัต"  หรือแม้แต่ของขึ้นชื่อ ของจังหวัดก็มีจำหน่ายให้เห็น อาทิเช่น  มะม่วงสายพันธ์ต่างๆ ,ปากหม้อน้ำ ที่ร้านจุกดี  อาหารขึ้นชื่อของ อ.พนมสารคาม  หรือแม้แต่ของที่ระลึกต่างจากกะลามะพร้าว ของโครงการสายใยรักที่ "ร้านตาลมะพร้าว"   หรือแม้แต่"ร้านก๋วยจั๊บ"สูตรดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อ
  สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟโบราณ เมื่อมาที่นี่ก็ไม่มีผิดหวังเช่นกัน  "กาแฟโบราณเฮียคุณ"  กาแฟสูตรดั้งเดิมเจ้าอร่อย  หรือ ต้องการนั่งรับประทานอาหารที่บรรยากาศดีๆก็ต้องที่ "ร้านบ้านป้าหนู"  อยู่บริเวณท่าเรือชุมชน ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง หรือชอบอาหารรสจัดจ้าน อย่าลืมแวะที่"ร้านตำเคียงน้ำ" รวมสารพัดเมนูตำและยำ รสเด็ดทีเดียว.

      และถ้าอยากเก็บความรู้สึกดีๆ ส่งถึงเพื่อน หรือญาติสนิทหรือมิตรรักต่างแดน คุณก็สามารถส่งโปสการ์ดกลับไปหาพวกเขาเหล่านั้นได้ที่ "ร้านโปสการ์ดสวย" จำหน่ายโปสการ์ดเรื่องราวตลาดบ้านใหม่ ที่คุณสามารถบอกเล่าเรื่องราวของคุณผ่านการเดินทางได้ เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่า "ความสุขสามารถส่งถึงกันได้จริงๆ"


                                                 การเดินทางมาตลาดบ้านใหม่


                
ทางรถยนต์

   • เมื่อมาถึงแปดริ้วแล้ว ให้ขับรถมาตามเส้นทางในเมือง สี่แยกไฟแดงตรงตลาด ผ่านโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ผ่านสถานีตำรวจ ขับรถตรงไปเรื่อยๆ จะข้ามสะพานวรรณยิ่ง และขับรถตรงไปทางเส้นทาง อ.บางน้ำเปรี้ยว สังเกตด้านขวามือ ตลาดบ้านใหม่ร้อยปีจะอยู่ด้านขวามือทางรถโดยสารประจำทาง   • เมื่อมาถึงสถานีขนส่งใหม่แปดริ้วแล้ว ให้นั่งรถสองแถวจากสถานีขนส่งใหม่แปดริ้วมาที่ตลาดบ้านใหม่ร้อยปีได้เลย (สายศูนย์ใหม่ - วัดสายชล)
    นอกจากนี้สามารถติดต่อขอรับบริการนั่งเรือท่องเที่ยวได้จากท่าน้ำโรงเจวัดหลวงพ่อโสธร มีเรือท่องเที่ยวบริการทุก 1 ชั่วโมง ค่าบริการคนละ 100 บาท หรือ สนใจนั่งรถสายวัฒนธรรมจากหน้าวัดหลวงพ่อโสธร โดยใช้เส้นทางสายวัฒนธรรม ผ่านย่านการค้าเก่าแก่ แหล่งชุมชนโบราณ ชมสถาปัตยกรรมดั้งเดิม และโบราณสถานของเมืองฉะเชิงเทรา ติดต่อขอรับบริการได้ที่บริเวณหน้าวัดหลวงพ่อโสธร.
                                            

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โครงการโรงโคนม

               
                                                                  โครงการโรงโคนม



วันพืชมงคลทุกปี นอกจากจะเป็นวันสิริมงคลสำหรับเกษตรกรที่จะได้เริ่มปักไถหว่านกล้า ยังเป็นวันเสริมกำลังใจอย่างดี เนื่องจากมีการเสี่ยงทายหลายด้าน อย่างปีนี้ "พระยาแรกนา" เสี่ยงหยิบผ้าได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วน "พระโค" กินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควรธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์นั่นเป็นความเชื่อแต่โบราณที่สืบทอดกันมายาวนาน แต่ที่ตาเห็นมือจับต้องได้ คือโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้เป็นแนวทาง หรือต้นแบบ โดยเฉพาะ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ทดลองและวิจัย หาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานด้านการเกษตรกรรมต่างๆ เมื่อได้ผลการศึกษาแล้ว ก็เป็นโครงการตัวอย่างให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษา และนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม
                       ที่คุ้นเคยกันดีก็อย่างโครงการนาข้าวทดลอง การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานิล กังหันลม ระบบผลิตน้ำเย็นโดยใช้พลังงานความร้อนจากแกลบ บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลม รวมถึงกลุ่มงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินงานกึ่งธุรกิจ อาทิ กลุ่มงานเกี่ยวกับนม กลุ่มงานเกี่ยวกับข้าว กลุ่มงานเกี่ยวกับการแปรรูปผลไม้ กลุ่มงานทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง เป็นต้น โดยเฉพาะ โรงโคนมสวนจิตรลดา ถือเป็นจุดเริ่มต้นโครงการกึ่งธุรกิจภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
                       นับแต่ปี 2505 ที่พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงโคนมสวนจิตรลดา ทรงวางแนวทางเกี่ยวกับกิจการโคนมไว้ ให้เป็นแหล่งศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย การแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคนม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำนม ได้แก่ โรงโคนมสวนจิตรลดา โรงนมผงสวนดุสิต โรงนมเม็ดสวนดุสิต โรงเนยแข็ง และโรงนมยูเอชที สวนจิตรลดา
                       เนื่องในวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ผ่าน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ณ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทรงเปิดและทอดพระเนตรนิทรรศการ "50 ปี โรงโคนมสวนจิตรลดา จุดเริ่มต้นของอาชีพพระราชทาน" งานสำคัญที่กรมปศุสัตว์ ร่วมกับโรงโคนม โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ร่วมจัดขึ้น เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและบุคคลทั่วไปที่มาเข้าเฝ้าในวันพืชมงคลฯ
                       โดยเนื้อหาหลักของนิทรรศการอันแสดงถึงความคืบหน้าของโครงการแบ่งเป็น 5 ส่วน ได้แก่ เทคนิคการตรวจการตั้งท้องระยะต้นหลังการผสมเทียม, โรคแท้งติดต่อและวัณโรค, หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 และฟาร์มต้นแบบการใช้หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เลี้ยงโคนม, การปรับเปลี่ยนการเลี้ยงโคนมสู่มาตรฐานอินทรีย์ และ มาตรฐานฟาร์มโคนม ซึ่ง รศ.ดร.สมเกียรติ ประสานพานิช จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รายงานสรุปผลการวิจัยเบื้องต้น ในโรงโคนมสวนจิตรลดา หัวเรื่อง "ผลการตอบสนองทางสรีรวิทยาของโคนมต่อสภาพอากาศในโรงเลี้ยงโคนม" ว่า สวนจิตรลดาเป็นฟาร์มโคนมแห่งเดียวในกรุงเทพฯ แม้โคจะได้รับการเลี้ยงดูในโรงเรือนที่มีหลังคาที่สามารถป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ แต่ในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงระหว่างเดือนเมษายน 2555 โคจึงได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดความเครียดจากความร้อน (Heat stress) ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น
                       "โคเป็นสัตว์ที่ต้องการรักษาอุณหภูมิร่างกายคงที่ราว 38.8 องศาเซลเซียส ซึ่งโคในโรงนมสวนจิตรลดา มีความพยายามลดอุณหภูมิร่างกายที่สูงถึง 40.1 องศาฯ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การหอบหายใจและการขับเหงื่อ รวมถึงการลดการกินอาหาร แต่ยังไม่สามารถลดอุณหภูมิที่สูงนี้ได้ จึงน่าจะมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยหลากหลายวิธี เช่น การตัดขนให้สั้นลง การเพิ่มเงารอบๆ โรงเลี้ยงด้วยการปลูกต้นไม้ การให้อาหารจากกลางวันที่โคไม่ค่อยกินอาหารเปลี่ยนไปให้เวลากลางคืนแทน แล้วยังเสริมด้วยอาหารข้น ซึ่งจะช่วยสร้างน้ำนมได้มากขึ้น ทั้งนี้ จะมีการถ่ายทอดวิทยาการดังกล่าวไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไป" นักวิชาการด้านโคนม กล่าว
                       ด้าน ดร.สุรีย์วรรณ พันธุ์นรา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา กลุ่มอุตสาหกรรมนม กล่าวว่า การเลี้ยงโคนมในเมืองหลวงเป็นเรื่องยากจึงต้องมีการพัฒนาระบบการเลี้ยงให้ดี ในพื้นที่ 10 ไร่ของโครงการมีโคนมในความดูแลถึง 40 ตัวส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเซียน ซึ่งให้น้ำนมเฉลี่ย 15 ลิตรต่อตัวต่อวัน ขณะนี้ได้ขยายโครงการนำโคนมพันธุ์ดังกล่าวไปทดลองเลี้ยงที่โครงการชั่งหัวมัน ตามแนวพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ซึ่งเบื้องต้นพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
                       "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดกิจการโคนม ทรงรู้จักโคนมเกือบทุกสายพันธุ์ และทรงดูแลอุตสาหกรรมนม โดยรับสั่งให้ผลิตนมรสสละเป็นพระองค์แรก เนื่องจากทรงโปรดนมรสนี้ จึงมีการพัฒนาจนเป็นนมรสสละที่มีรสชาติและกลิ่นดีกว่าที่อื่น หรืออย่างผลิตภัณฑ์ชีสของสวนจิตรลดาก็ทรงชิมเป็นพระองค์แรกเมื่อปี 2530 จนตอนนี้อร่อยและคุณภาพดี ปัจจุบันเราผลิตนมส่งให้โรงเรียนต่างๆ แบ่งเป็นนมสดพาสเจอไรท์ 15 ตันต่อวัน นมยูเอสที 24 ตันต่อวัน และนมผง 8 ตันต่อวัน" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ โครงการส่วนพระองค์ฯ เผย
                       อีกหนึ่งความก้าวหน้าของกิจการโรงโคนม นั่นคือ โครงการผลิตนมฟลูออไรด์แห่งแรกของประเทศ ช่วยลดปัญหาฟันผุในเด็กไทยได้กว่า 7 แสนคน โดย ทพ.ญ.พวงทอง เล็กเฟื่องฟู ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผลของการพัฒนาการดำเนินงานในระยะเวลา 12 ปี ระหว่างพ.ศ.2543-2555 ประสบความสำเร็จด้วยดี จนตอนนี้มีการผลิตนมฟลูออไรด์อย่างกว้างขวาง อาทิ อ.ส.ค.จังหวัดขอนแก่น, สหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรี จำกัด, อ.ส.ค.จังหวัดสระบุรี ,โรงนมกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และห้างหุ้นส่วนจำกัดสุราษฎร์เฟรชมิลด์ เป็นต้น
                       "นอกจากที่นี่จะเป็นต้นแบบในการผลิตนมฟลูออไรด์แล้ว ยังเป็นหน่วยฝึกอบรม และพัฒนาการผลิตนมฟลูออไรด์ มีองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี มองโกเลีย บรูไน มาเลเซีย นำมาซึ่งความภาคภูมิใจยิ่ง" ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ กล่าวทิ้งท้าย
 ทั้งหมดทั้งมวล แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านกิจการโคนม ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้เป็นอย่างดี

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ฐานโครงการสะพานพระราม8

                                               ฐานโครงการสะพานพระราม8


“โครงการสะพานพระราม 8” เป็นหนึ่งในโครงการแก้ไขปัญหาจราจรตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักถึงปัญหาการจราจรแออัดบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งทำให้เกิดการคับคั่งของจราจรบริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครชั้นในบริเวณถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งเชื่อมต่อกับฝั่งธนบุรีผ่านทางสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และเข้าบรรจบกับถนนจรัญสนิทวงศ์ เพื่อคลี่คลายปัญหาพื้นผิวการจราจรไม่เพียงพอและปรับปรุงการไหลเวียนของการจราจรในบริเวณนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระราชดำริให้ก่อสร้างทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนีจากถนนอรุณอมรินทร์ถึงตลิ่งชัน เมื่อประมาณกลางปี ๒๕๓๘ เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรในบริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและถนนบรมราชชนนีเป็นทางยกระดับขนาด ๔ ช่องจราจร
ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้แล้วและเพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดใช้เส้นทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนีรวมทั้งเพิ่มจุดเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครฝั่งพระนครและธนบุรี จึงทรงมีพระราชดำริผ่านมายังปลัดกรุงเทพมหานครให้พิจารณาก่อสร้างสะพานเป็นเส้นทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มขึ้นอีก ๑ แห่ง ซึ่ง กรุงเทพมหานครเห็นว่าโครงการพระราชดำริ มีความเป็นไปได้สูง สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้ดีกว่าการขยายสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าโดยจะใช้ซอยต่างๆบริเวณถนนจรัญสนิทวงศ์เป็นเส้นทางรับรถที่จะมาใช้สะพานแต่อุปสรรคอยู่ที่การเวนคืน แม้ว่าจะใช้พื้นที่ไม่มากก็ตาม ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ได้ชื่อ “สะพานพระราม ๘” เป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ โครงการสะพานพระราม ๘ จะอยู่ทางด้านเหนือของช่วงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าขึ้นไปก่อนถึงบริเวณสะพานกรุงธนบุรี มีแนวเส้นทางเชื่อมต่อกับโครงการพระราชดำริ
ทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี บริเวณแยกอรุณอมรินทร์ ผ่านถนนอรุณอมรินทร์ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และบรรจบกับปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้กับธนาคารแห่งประเทศไทย
 

 

เป้าหมายของโครงการ
 1. เพื่อแบ่งเบาปริมาณการจราจรที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและผ่อนคลายปัญหาการจราจรในถนนที่ต่อเนื่องจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีเช่นถนนราชดำเนินถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าถนนบรมราชชนนีถนนตลิ่งชัน-นครไชยศรี ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนอรุณอมรินทร์ ถนนสิรินธร เป็นต้น
 2. เพื่อลดปริมาณการจราจรที่จะผ่านเข้าไปในเกาะรัตนโกสินทร์
 3. เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายถนนให้มีความสมบูรณ์เอื้ออำนวยการคมนาคมขนส่งระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีและช่วยให้การพัฒนาพื้นที่ในฝั่งธนบุรีสะดวกยิ่งขึ้น
 4. เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง